ช่วงนี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับกฎหมาย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่มีแนวโน้มจะมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่ถือครองคอนโดมิเนียมและบ้านพักอาศัยหลายแห่ง ประเด็นร้อนนี้ผุดขึ้นมาหลังจากที่นายสมศักดิ์ พรหมมา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์และอดีตคณะกรรมการพิจารณาอัตราภาษีที่ดินฯ เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ออกมาให้ความเห็นผ่านเวทีสัมมนาหนึ่งว่า “ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทบทวนโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน” ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า รัฐกำลังจะหันกลับมา “จิ้มจุด” เก็บภาษีจากอสังหาริมทรัพย์ที่เคยได้รับการยกเว้นหรือได้ลดหย่อนอัตราภาษีเป็นพิเศษหรือไม่
ประเด็นที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือแนวคิดในการปรับ “ราคาประเมิน” ใหม่ ซึ่งเป็นฐานในการคำนวณภาษี หากราคาประเมินสูงขึ้น หมายความว่าภาระภาษีที่ต้องจ่ายจะเพิ่มตามไปด้วย แม้ว่าอัตราภาษีฐานเดิมจะยังคงเท่าเดิมก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีเสียงกระซิบถึงการทบทวนเรื่อง “บ้านหลังแรก” และ “การชำระเงิน” โดยเฉพาะในกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนจากนโยบายผ่อนปรนในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าของอสังหาฯ ต้องเตรียมกระเป๋าเงินให้พร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงจริง การจัดการสภาพคล่องทางการเงินจะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
สำหรับคำถามยอดฮิตที่ว่า “คอนโดต้องเสียภาษีที่ดินไหม?” ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคอนโดมิเนียมจัดเป็นสิ่งปลูกสร้างประเภทหนึ่งที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเช่นเดียวกับที่ดินเปล่าและบ้าน โดยอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งานและมูลค่าของคอนโดฯ นั้นๆ หากเป็นคอนโดเพื่อการอยู่อาศัยหลัก มักจะได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคอนโดที่ปล่อยเช่าหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ และประเด็นที่นายสมศักดิ์ได้กล่าวถึงนี้เองที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่า การพิจารณาครั้งใหม่จะส่งผลกระทบต่อเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสำหรับคอนโดมิเนียมอย่างไรบ้าง
การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และปรับสมดุลการถือครองอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นนโยบายที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะชะงักงันในตลาดอสังหาฯ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของคอนโดและที่พักอาศัยควรทำในตอนนี้คือ “จับตาดูความเคลื่อนไหว” ของข่าวสารอย่างใกล้ชิด และทำความเข้าใจสรุปเกณฑ์การเสียภาษีที่ดินสำหรับเจ้าของคอนโดและที่พักอาศัยในปัจจุบัน เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรหรือนักกฎหมายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากภาระภาษีที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
บทสรุปคือ การปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างครั้งใหม่นี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ไม่ควรมองข้าม เพราะมันอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อทั้งเรื่องการเงินและการบริหารจัดการอสังหาฯ ของคุณในระยะยาว
