ข่าวใหญ่เขย่าวงการคอนโดไทย เมื่อคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร “The Exclusive Luxury Residence” ย่านบางนา-ตราด กม.10 ประกาศเพิ่มค่าส่วนกลางอีก 30% โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สร้างความไม่พอใจให้กับลูกบ้านเป็นอย่างมาก นายสมศักดิ์ ชัยพัฒนา เจ้าของห้องชุดหัวมุม เปิดเผยด้วยความอึดอัดว่า “ผมเพิ่งได้รับแจ้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าค่าส่วนกลางจะขึ้น โดยไม่เคยมีการหารือหรือสอบถามความคิดเห็นจากลูกบ้านมาก่อนเลย” การตัดสินใจครั้งนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลของการบริหารจัดการนิติบุคคล
การเพิ่มขึ้นของค่าส่วนกลางครั้งนี้ ทางนิติบุคคลได้ให้เหตุผลว่า เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา รวมถึงการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัยขึ้น และการจ้างผู้เชี่ยวชาญดูแลพื้นที่สีเขียวในโครงการ อย่างไรก็ตาม ลูกบ้านหลายคนมองว่าเหตุผลดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่าง เช่น สระว่ายน้ำและฟิตเนส มีการปิดปรับปรุงบ่อยครั้ง และบางส่วนยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ การขึ้นค่าส่วนกลางครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการผลักภาระให้กับลูกบ้านโดยที่ยังไม่เห็นถึงการพัฒนาที่จับต้องได้
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การบริหารจัดการเงินค่าส่วนกลางของโครงการ “The Exclusive Luxury Residence” ที่ผ่านมา เคยมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการจัดซื้อจัดจ้างที่ขาดความโปร่งใส ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ลูกบ้านไม่ไว้วางใจในการบริหารงานของคณะกรรมการนิติบุคคลชุดปัจจุบัน แม้จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณ แต่ดูเหมือนว่าปัญหาจะยังคงอยู่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นายวิชัย เกียรติอนันต์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ ชี้ให้เห็นว่า กรณีนี้อาจเข้าข่ายการกระทำที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าส่วนกลางต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเท่านั้น หากนิติบุคคลดำเนินการโดยไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าว อาจถูกเพิกถอนมติได้ และลูกบ้านมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้น
สิ่งที่ลูกบ้านชาว “The Exclusive Luxury Residence” ต้องจับตาดูต่อไปคือ ทิศทางของการเจรจาระหว่างลูกบ้านและคณะกรรมการนิติบุคคล รวมถึงมาตรการแก้ไขปัญหาที่ทางนิติบุคคลจะนำเสนอ การไม่จ่ายค่าส่วนกลางคอนโดอาจเป็นผลเสียต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เอง แต่การรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและตรวจสอบการทำงานของนิติบุคคล ถือเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะช่วยให้การบริหารจัดการโครงการคอนโดมิเนียมเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญถึงความคุ้มครองและการบริหารจัดการเงินค่าส่วนกลางคอนโดมิเนียมทั่วประเทศ ว่าแท้จริงแล้ว ผู้บริโภคหรือเจ้าของห้องชุดมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนิติบุคคลมากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ค่าส่วนกลางที่เราจ่ายไปนั้น ควรถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้อยู่อาศัยทุกคน และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด
